เรื่องเสียว ความรู้สึกที่ถูกซ่อน
ตัวฉันเองไม่เคยคิดเลยว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวจะพาฉันมาถึงจุดที่หัวใจเต้นแรงแบบนี้ ทุกอย่างเริ่มต้นจากวันธรรมดาในออฟฟิศยุค 90 ที่ฉันนั่งทำงานอยู่ตรงหน้าต่าง มองเห็นรถเมล์สาย 8 วิ่งผ่านไปมา เสียงโทรศัพท์ดังเป็นระยะ และกลิ่นกาแฟกระป๋องคละคลุ้งอยู่ในห้องแอร์
โต๊ะทำงานของฉันอยู่ติดกับคุณต้น ซึ่งเป็นญาติห่างๆ แม่บอกว่าเขาเป็นลูกของพี่ชายของน้าสามี อะไรทำนองนั้น ฉันไม่เคยสนใจความสัมพันธ์ทางสายเลือดมาก่อน จนกระทั่งวันนั้นที่เขาย้ายมานั่งโต๊ะข้างๆ เพราะแผนกของเขาถูกยุบรวมกับแผนกบัญชี
เขาเป็นผู้ชายที่เงียบขรึม สวมแว่นทรงสี่เหลี่ยม ผมสั้นเกรียน ไม่ใช่คนหล่อสะดุดตา แต่มีบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ เขาอายุยี่สิบแปด ทำงานด้านการเงินมานานหลายปี และมีลูกน้อยวัยสองขวบที่บ้าน
ทุกเช้าเขาจะชงกาแฟให้ฉันแก้วนึงโดยไม่ต้องขอ เพราะรู้ว่าฉันชอบกาแฟใส่นมข้นหวาน น้ำตาลหนึ่งช้อน ช่วงเช้าที่ออฟฟิศยังเงียบๆ เราสองคนจะนั่งคุยกันเรื่องหนังเรื่องเพลงที่ผ่านมาเมื่อคืนก่อน
ฉันพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นแค่ความสัมพันธ์แบบญาติพี่น้องที่สนิทกันเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่เขายื่นเอกสารให้ฉัน ปลายนิ้วของเขาแตะมือฉันเบาๆ หัวใจของฉันก็กระตุกเหมือนถูกไฟดูด
เดือนแรกที่ทำงานด้วยกัน ฉันยังเก็บความรู้สึกพวกนั้นไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ไม่กล้าเปิดออกมาให้ใครเห็น เวลาที่เขาชวนไปกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร ฉันก็จะหาเรื่องปฏิเสธบ้าง ชอบอ้างว่างานยุ่งต้องรีบทำ
คุณต้นไม่เคยแสดงท่าทีอะไรเกินเลย เขาเป็นสุภาพบุรุษเสมอ เปิดประตูให้ผู้หญิง เดินตามหลัง เวลาขึ้นลิฟต์เขาจะยืนหันหน้าเข้าหาประตูตลอด ไม่หันมามองฉันเลยสักครั้ง ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ฉันสงสัยว่าเขารู้สึกอะไรกับฉันบ้างหรือเปล่า
วันศุกร์หนึ่ง ฝนตกหนักตั้งแต่บ่ายแก่ๆ เสียงฟ้าร้องดังสนั่นทำให้ไฟกระพริบ พนักงานออฟฟิศต่างรีบเก็บของกลับบ้านเร็ว ฉันต้องรอแม่มารับ แต่แม่โทรมาบอกว่ารถติดเพราะน้ำท่วม ต้องรออีกสองชั่วโมง
คุณต้นที่ปกติออกจากออฟฟิศห้าโมงครึ่งก็ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะ พิมพ์ตัวเลขในโปรแกรม Excel อย่างใจเย็น ฉันถามเขาว่าทำไมไม่กลับ เขาตอบสั้นๆ ว่าภรรยาไปธุระต่างจังหวัด กลับมาไม่ทันหรอก ให้รอฝนซาก่อน
เราสองคนนั่งเงียบในออฟฟิศที่มืดลงเรื่อยๆ ฉันเปิดไฟที่โต๊ะทำงาน ส่วนเขาก็เปิดไฟอีกดวง แสงสว่างสองดวงสาดลงบนกองเอกสาร เสียงฝนที่ซัดกระจกดังกลบเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของฉัน
เขาลุกขึ้นมาเดินใกล้โต๊ะฉัน ถามว่าหิวไหม ผมมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในลิ้นชักสองซอง ฉันพยักหน้าอย่างไม่คิดชีวิต เพราะในใจก็อยากให้เวลานี้ยืดเยื้อต่อไปอีกนานๆ
เรากินบะหมี่ในห้องประชุมเล็ก ซึ่งมีทีวีจอยักษ์ที่ไม่ได้เปิดมานาน คุณต้นไปเปิดเพลงจากวิทยุเก่าๆ ได้เสียงคลื่นแทรกเล็กน้อย แต่เพลงเพราะดี “ใช่เลย” ของคริสติน่า อากีล่าร์ ดังออกมาจากลำโพง ฉันมองเขาในแสงสลัว แล้วก็อดยิ้มไม่ได้
เขาหันมามองฉันแล้วถามว่ายิ้มอะไร ฉันส่ายหัวแล้วบอกว่าเปล่า แต่ความจริงคือตอนนั้นฉันคิดไปไกลถึงเรื่องที่เราเคยไปเที่ยวด้วยกันตอนเด็กๆ ในงานแต่งญาติที่ต่างจังหวัด มันเป็นความทรงจำที่อบอุ่น แต่กลับกลายเป็นความรู้สึกที่ผิดมากขึ้นทุกที
พอตกดึก ฝนยิ่งตกหนัก จนน้ำไหลบ่ามาท่วมถนนหน้าโรงงาน รถยนต์ไม่สามารถผ่านได้ คุณต้นบอกว่าเราคงต้องรอจนเช้า เพราะน้ำท่วมสูงมากเหลือเชื่อ ฉันเงียบแล้วพยักหน้า แต่ในใจเต้นแรงจนกลัวว่าเขาได้ยิน
เขาจัดการหาผ้าห่มเก่ามาจากตู้เก็บของ มีแค่ผืนเดียว บอกว่าให้ฉันใช้ เขาจะนั่งเก้าอี้ทำงาน ฉันไม่ยอม แย่งกันอยู่นาน สุดท้ายเราตกลงกันว่าจะนั่งใกล้ๆ แล้วใช้ผ้าห่มผืนเดียวกันคลุม
กลางดึก ไฟในออฟฟิศดับเพราะฟ้าผ่า เหลือเพียงแสงจากโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าที่เปิดทิ้งไว้ ในความมืดนั้น ฉันรู้สึกถึงมือของเขา ที่ค่อยๆ สัมผัสไหล่ฉันเบาๆ เหมือนต้องการปลอบประโลมว่าทุกอย่างจะผ่านไป
ฉันไม่กล้าหันไปมองเขา แต่รู้ว่าหัวใจของฉันกำลังจะหลุดออกจากทรวงอก ร่างกายเริ่มร้อนผ่าว แม้ว่าแอร์ในออฟฟิศจะเย็นจนตัวสั่น มือฉันกำผ้าห่มแน่น แล้วก็รู้สึกว่าเขาโน้มตัวเข้ามาใกล้มากขึ้น
ลมหายใจอุ่นของเขาชนข้างหูฉัน พร้อมกับกระซิบคำว่า “น้อง… พี่ขอโทษ” ฉันสะดุ้งกับคำเรียกที่คุ้นหู เพราะในงานครอบครัว เขามักจะเรียกฉันแบบนี้เสมอ แต่ครั้งนี้มันฟังต่างไป
ฉันค่อยๆ หันหน้าไปสบตาเขา ในความมืดของห้องประชุมที่เหลือเพียงแสงสลัวจากโน๊ตบุ๊ค ดวงตาของเขามีประกายที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่สายตาของญาติพี่น้อง แต่เป็นสายตาของผู้ชายที่กำลังมองผู้หญิงคนหนึ่ง
เขาจับมือฉันไว้แน่น นิ้วของเขาสอดประสานกับนิ้วของฉัน ฉันรู้สึกถึงความร้อนจากฝ่ามือของเขาที่ถ่ายเทมายังมือที่เย็นเฉียบของฉัน “พี่คิดถึงเธอมาตลอด” เขาพูดเสียงแผ่ว แล้วรอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏที่มุมปาก
ก่อนที่ฉันจะทันได้ตั้งสติ ร่างของเขาก็โน้มเข้ามาใกล้ จนริมฝีปากของเขาประกบลงบนริมฝีปากของฉัน มันเป็นจูบที่ทั้งอ่อนโยนและร้อนแรง จนฉันลืมไปหมดแล้วว่าเรามีสายเลือดเกี่ยวพันกันอย่างไร หน้าที่การงาน ความถูกต้อง แม้กระทั่งครอบครัวของเขาที่รออยู่ที่บ้าน
ฉันไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิด แต่ในวินาทีนั้น ฉันปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็น ปล่อยให้ความต้องการที่ถูกเก็บกดไว้เนิ่นนานทะลักออกมาเหมือนเขื่อนแตก ใบหน้า ริมฝีปาก มือของเขา ทุกสัมผัสที่แลกกันในห้องประชุมอันมืดมิดนี้
เสียงฝนที่ยังคงตกหนักข้างนอก กลบเสียงหายใจหอบหนักของเรา กลบเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความใคร่ที่ยากจะควบคุม มันเป็นค่ำคืนที่ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเราถูกกำหนดใหม่ด้วยแรงปรารถนาที่ไม่เคยมีใครกล้าพูดถึง
เช้าวันรุ่งขึ้น ฝนหยุดตก น้ำลด เราต่างกลับไปทำงานปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ฉันรู้ดีว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา สายตาที่แลมองกันในที่ประชุม มือที่แตะกันเวลาส่งเอกสาร หรือแม้แต่การนั่งกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหารธรรมดาๆ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นที่ออฟฟิศของเรา ซึ่งทำให้ทุกสิ่งที่เราซ่อนไว้กำลังจะถูกเปิดเผย
ตัวฉันเองไม่เคยคิดเลยว่าวันนั้นจะเป็นวันที่ทุกอย่างพังทลายลงตรงหน้าฉันแบบนี้ ตอนบ่ายแก่ๆ หลังเลิกประชุมใหญ่ เขาเดินเข้ามาหาฉันที่โต๊ะทำงาน สีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ มือถือซองสีน้ำตาลบางๆ ไว้แน่น
“นี่มันอะไร” ฉันถามเสียงสั่น พลางมองซองในมือเขา เขาไม่ตอบ แค่ยื่นมาให้ฉันเปิดดูเอง นิ้วฉันสั่นเทาขณะแกะซองออก ข้างในเป็นรูปถ่ายหลายใบ รูปของเราเมื่อคืนฝนตกที่บ้านเขา รูปที่เรากำลังเสียกันบนโซฟา รูปที่เห็นหน้าเราชัดเจน
เลือดในตัวฉันราวกับหยุดไหล ฉันเงยหน้ามองเขา ดวงตาเขาแดงก่ำด้วยความโกรธและความกลัวปนๆ กัน “ใครส่งมา” ฉันถาม เขาส่ายหัว “ไม่รู้ แต่ถ้ารูปพวกนี้หลุดไปที่ไหนสักแห่ง เราจบกันทั้งคู่”
คืนนั้นเรานัดเจอกันที่ห้องทำงานของเขาหลังเลิกงาน ออฟฟิศเงียบสงัด มีเพียงไฟฉุกเฉินสลัวๆ ที่มุมห้อง เขานั่งตัวแข็งบนเก้าอี้ผู้บริหาร มือกุมขมับ ฉันเดินไปยืนข้างๆ วางมือบนไหล่เขา “เราต้องหาคนที่ถ่ายรูปพวกนี้ให้เจอ”
“ฉันรู้แล้วว่าใคร” เขาพูดเสียงแผ่ว “เป็นลูกน้องคนสนิทของฉันเอง เขาแอบวางกล้องไว้ในห้องรับแขกที่บ้านตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อน” หัวใจฉันวาบหวาม เขาจับมือฉันไว้แน่น “เขาขอขึ้นเงินเดือนสองเท่า ไม่งั้นจะส่งรูปไปให้แม่และให้กรรมการบริษัท”
เราสองคนนั่งเงียบอยู่นาน ในหัวมีแต่ทางเลือกที่เลวร้ายไม่ต่างกัน แต่แล้วเขาก็พูดขึ้น “ฉันว่า… เราต้องหยุดมันซะ ตรงนี้” คำพูดนั้นเหมือนมีดคมกริบกรีดลงกลางอก ความเงี่ยนและความเสียวที่เคยมีร่วมกัน กำลังจะถูกตัดทิ้ง
ฉันมองหน้าเขา น้ำตาเริ่มคลอ “หมายความว่าไง” เขาไม่ตอบ แต่ดึงฉันเข้าไปกอดแน่น กลิ่นกายเขายังคุ้นเคย มือหนาลูบหลังฉันแผ่วเบา ร่างกายฉันสั่นระริกในอ้อมกอดของเขา ทั้งที่รู้ว่ามันต้องจบ แต่อารมณ์กลับเรียกร้องให้ใกล้ชิด
“คืนนี้เป็นคืนสุดท้าย” เขากระซิบข้างหูฉัน เสียงแหบพร่า มือเขาลูบไล้ลงมาที่เอว แล้วสอดเข้าไปใต้กระโปรงฉัน “ให้ฉันจำความรู้สึกของนายไว้”
เราผลักกันลงบนพรมในห้องทำงาน ไฟสลัวทำให้เห็นแต่เงาร่างของกันและกัน เขาปลดกระดุมเสื้อของฉันช้าๆ มือร้อนผ่าวลูบไล้ทั่วแผ่นหลัง ฉันคว้าหัวเขามาจูบอย่างดูดดื่ม ความเงี่ยนที่ถูกกดดันมาตลอดทั้งวันระเบิดออกมาพร้อมกับน้ำตา
เขาถอดกางเกงออก ควยที่แข็งชันตั้งตระหง่าน ฉันจับมันไว้แน่น มันอุ่นและกระตุกเป็นจังหวะในมือ “เย็ดฉันเดี๋ยวนี้” ฉันกระซิบ เขาครางรับ ก่อนจะสอดไอ้หนูเข้าไปในหีของฉัน ความอิ่มตัวชั่วขณะทำให้ฉันต้องกลั้นหายใจ
เราทำกันอย่างบ้าคลั่งบนพรมในออฟฟิศ เสียงเนื้อกระทบเนื้อ เสียงครางที่ถูกกลั้นจนแทบแตก เสียวซ่านไปทั้งตัว ฉันกระเด้งสะโพกรับจังหวะของเขา รู้สึกว่าใกล้ถึงจุดแตกแล้ว แต่ยังไม่อยากให้มันจบ
แล้วเขาก็หลั่งในตัวฉัน ร่างกายกระตุกเกร็งก่อนจะทรุดลงข้างๆ ฉันนอนหอบหายใจข้างเขา มองเพดานห้องที่พร่าเลือนเพราะหยาดเหงื่อและน้ำตา
เช้าวันรุ่งขึ้น เราเซ็นสัญญาเพิ่มเงินเดือนให้ลูกน้องคนนั้น และเก็บรูปทั้งหมดคืนมา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็เหมือนเส้นด้ายที่ขาดสะบั้น เขาย้ายไปอยู่สาขาต่างจังหวัด ฉันยังคงทำงานที่ออฟฟิศเดิม ทุกครั้งที่เดินผ่านห้องทำงานเก่าของเขา กลิ่นอายของคืนนั้นยังลอยคลุ้ง
สองปีผ่านไป เขาแต่งงานแล้ว ฉันก็มีครอบครัวของตัวเอง เวลาเจอกันในงานสังสรรค์บริษัท เรายิ้มให้กันอย่างสุภาพ ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นมีเรื่องเสียวซ่อนอยู่
ถึงตรงนี้ ฉันจะบอกอะไรคุณคนฟังนะ ความรักที่ต้องซ่อนไว้ มันเผ็ดร้อนและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน มันทำให้คุณรู้สึกมีชีวิตที่สุด แต่ก็อาจทำให้คุณพังทลายที่สุดด้วย ถ้าคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ลองถามหัวใจตัวเองให้ดี ว่าคุณพร้อมจะรับผลของมันหรือเปล่า เพราะบางครั้งความจริงที่ถูกซ่อน ยิ่งนานวันก็ยิ่งแสบลึกเหมือนมีดที่ค่อยๆ กรีดลงทีละนิดจนกว่าทุกอย่างจะขาดจากกัน
ติดตามอ่านเรื่องเสียวได้ทุกวันได้ที่เรื่องเสียวๆ ยอดฮิตจาก SAWSTORY.COM







