Sexy365bet Mahagame66 UFANANCE PANAMA888 Hydra888 sagame1688
RUAY LOTTOVIP

เสียงแอ๊วกลางกุฏิวัด

เรื่องเสียว เสียงแอ๊วกลางกุฏิวัด

มือผมกุมไม้กวาดไว้แน่น แต่มันไม่ได้กวาดไปไหนเลยเพราะใจลอยไปไกลถึง 25 ปีที่เพิ่งผ่านมา ตอนนั้นเพิ่งโดนแฟนบอกเลิกมาหมาดๆ เลยหนีมาพึ่งพี่ชายซึ่งเป็นพระจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านหนองแสง แถวชนบทอีสาน วัดนี้เงียบสงบ มีแต่ต้นไม้ใหญ่และเสียงไก่ขันเป็นเพื่อน ทุกเช้าผมตื่นมาก็เห็นแต่ภาพเดิมๆ จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งที่ชีวิตพลิกผัน

วัดบ้านหนองแสงในยุคเก้าสิบจริงๆ ทุกอย่างเรียบง่าย ไม่มีอะไรหรูหรา ศาลาการเปรียญไม้เก่าทรุดโทรม กุฏิพระหลังคารั่ว กลางคืนได้ยินเสียงแมลงทุกชนิด พระพี่ชายผมต้องออกบิณฑบาตแต่เช้ามืดทุกวัน ส่วนผมนอนไม่หลับอยู่แล้วก็เลยลุกมากวาดลานวัดเล่น จนได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทางโรงครัวแต่เช้าตรู่

“เช้าแค่ไหนก็ยังกวาดลานวัดอีก สาธุ” เสียงใสๆ ทักมาจากทางด้านหลัง ก่อนที่ร่างบางในผ้าถุงสีแดงจะเดินหิ้วถังข้าวเหนียวผ่านหน้าผมไป เธอชื่อพี่สาย แม่ครัวประจำวัด อายุสามสิบต้นๆ หนังสีน้ำผึ้ง ผมยาวดำปล่อยสยาย ถึงจะอายุไม่ใช่สาวแล้ว แต่หุ่นเธอยังเอวคอด เนื้อแน่น สะโพกผายผ้าถุงนุ่งสั้นแค่เข่าพอให้เห็นเรียวขาที่เนียนจนต้องกลืนน้ำลาย

“มาอยู่กับหลวงพี่แจ้เหรอน้อง” เธอถามพร้อมยิ้มจนตาหยี เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ใจผมสะเทือนแปลกๆ ผมได้แต่พยักหน้าแล้วก้มหน้ากวาดต่อ แต่แววตาของเธอที่มองมานานเกินเหตุทำให้ผมเริ่มสังเกตว่ามันเหมือนมีอะไรบางอย่างมากกว่าความเป็นพี่เป็นน้อง ผมไม่กล้าคิดไปไกล เพราะยังไงที่นี่ก็วัด

ช่วงเช้าผมช่วยเธอจัดกับข้าวบนศาลา ตอนที่ก้มตัววางกับข้าวลงบนพื้น ผ้าถุงมันตึงรั้งบริเวณก้นเธอจนเห็นทรวดทรงชัดเจน กลิ่นแป้งหอมอ่อนๆ ปนกลิ่นเตาไฟโชยมาตามลม อยู่ดีๆ ตัวผมก็รู้สึกเสียววาบขึ้นมาซะอย่างนั้น ทั้งที่ไม่ได้คิดอะไร แต่สายตากลับเผลอมองตามแผ่นหลังของเธอจนลืมก้มวางจาน เธอคงรู้ตัวว่าผมมอง แต่กลับไม่หันมาโวยวายอะไร

พี่สายหันกลับมาทางผมพอดี แล้วก็ยิ้มมุมปากแบบรู้ทัน “เหม่ออะไรอยู่น้องพี่ กับข้าวจะตกอยู่แล้ว” ผมได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน แต่ตอนนั้นนึกในใจว่าต้องระวังตัวมากๆ วัดจะได้ไม่แตก เธอหัวเราะเบาๆ แล้วก็เดินกลับไปทางโรงครัว พร้อมกับสะโพกที่ส่ายไปมาอย่างที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ไม่รู้

พอตกบ่ายพระพี่ชายออกไปธุระนอกวัดกับเจ้าอาวาส เหลือผมอยู่ที่วัดเพียงคนเดียวกับพี่สาย เธอเดินถือถุงตะปูมาช่วยผมซ่อมหลังคากุฏิหลังเก่า กุฏิหลังนี้ไม่ค่อยมีคนใช้ อยู่ด้านหลังสุดของวัด มองไปทางไหนก็ไม่เห็นบ้านคน ผมปีนขึ้นไปบนหลังคา เธอยืนคอยส่งของให้ด้านล่าง แสงแดดรำไรส่องผ่านใบไม้ลงมาทำให้เห็นเส้นผมที่ปรกหน้าเธอ ดูสวยไปอีกแบบ

“น้องลงมาพักก่อนเถอะ ร้อนจะตาย” เธอเรียกขึ้นมา ผมจึงปีนลงมา เหงื่อชุ่มเสื้อที่ถอดออกแล้วสะพายไหล่ พอผมลงมาถึงพื้น เธอก็เดินเข้ามาใกล้ จนกลิ่นแป้งหอมๆ นั้นแตะจมูกอีกครั้ง เธอหยิบผ้าขาวม้าที่พาดไหล่ตัวเองมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ผมอย่างเบามือ เหมือนแม่แต่ก็ไม่เหมือนแม่ตรงที่มือเธอสั่นเล็กน้อย

“น้องตัวหอมจังเลยนะ” เธอพูดเสียงเบาจนผมไม่ได้ยินเท่าไหร่ แต่ความใกล้ขนาดนี้ทำให้ผมเห็นขนตาที่ยาวของเธอกระพริบถี่ๆ เราเงียบกันไปครู่หนึ่ง หัวใจผมเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมานอกอก แล้วจู่ๆ เธอก็เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อยแล้ว ขึ้นไปนั่งพักบนกุฏิหน่อยได้มั้ย เราแอบเอาเหล้าไหมาซ่อนไว้ข้างบนด้วย ถ้าหลวงพี่กลับมาก็ยังไม่ถึง” ผมได้ยินตัวเองตอบรับไปโดยไม่ทันคิด

ผมเดินตามเธอขึ้นบันไดกุฏิเก่าๆ ที่ส่งเสียงคราดๆ ทุกก้าว ภายในมืดๆ มีเพียงแสงลอดผ่านร่องฝาไม้เก่า เธอปูฟูกผืนบางไว้กลางห้อง แล้วดึงหมอนอิงมานั่งพิง มือหยิบไหเหล้าขาวเล็กๆ ออกมาจากใต้ถุน ก่อนจะรินใส่แก้วพลาสติกส่งให้ผม “ดื่มคลายร้อนหน่อย” เธอยื่นแก้วให้พร้อมรอยยิ้มแปลกตา ผมรับแก้วมาแต่ยังลังเล แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่ามันคงไม่เป็นไร

เหล้าขาวลงคอแรงจนผมต้องหรี่ตา แล้วบรรยากาศมันก็เปลี่ยนไป เธอเลื่อนตัวเข้ามาใกล้ วางมือบนต้นขาผม ผ้าถุงของเธอยับย่นขึ้นไปจนเห็นเรียวขาขาวเนียนทั้งขา ตัวผมเริ่มเงี่ยนแล้วล่ะ มันร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ในกางเกงเริ่มตึงๆ ขึ้นมาจนต้องขยับตัวให้พ้นสายตาเธอ เธอคงเห็นท่าทางพิรุธของผม เลยอมยิ้มมุมปากอีกครั้ง

“น้องไม่ต้องอายหลายดอก… พี่เห็นมาตั้งแต่วันแรกแล้วล่ะ ว่าตาน้องมันมองพี่แบบไหน” คำพูดเธอทำให้ผมชะงักหมดแรงต้านทาน ผมปล่อยมือจากแก้วเหล้าแล้วเอื้อมไปกอดเอวบางนั้นไว้ เธอจูบผมหนักๆ จนรู้สึกได้ถึงลิ้นอุ่นที่สอดเข้ามา รสเหล้าขาวปนน้ำลายเธอทำให้หัวผมหมุน ก่อนที่ผมจะดันเธอลงบนฟูกแล้วพลิกตัวคร่อมทับ

เราล้มตัวลงบนฟูกด้วยกัน เสียงหายใจหอบปนเสียงไหเหล้าที่กลิ้งไปกระทบฝาไม้ ผมปลดผ้าถุงของเธอออกอย่างไม่มีความอดทน เงาร่างเธอขาวเนียนจนต้องกลืนน้ำลาย ควยผมแข็งทื่อจนเสียวปลายไปถึงโคน เมื่อสอดเข้าไปในหีที่เปียกชุ่มของเธอ เสียงเย็ดกันดังกึกก้องในกุฏิเล็กๆ ฟูกเก่ารับน้ำหนักสองคนส่งเสียงแอ๊วๆ ตามจังหวะที่ผมกระแทกเข้าออก เธอไม่ร้องเสียงดัง แต่อ้าปากหายใจถี่ๆ แล้วยกสะโพกรับ ตอนนั้นผมลืมไปหมดแล้วว่าเราอยู่ที่ไหน

“เบาๆ หน่อยน้อง… เดี๋ยวพระพี่ได้ยิน…” เธอกระซิบพร้อมกัดริมฝีปาก แต่ยิ่งห้ามก็ยิ่งมัน ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเดินบนบันไดไม้ก็ดังขึ้นมาจากด้านนอก กึกๆ กึกๆ เหมือนมีคนกำลังปีนขึ้นมา และนาฬิกาเก่าๆ บนฝากุฏิก็บอกเวลาบ่ายสามโมง ซึ่งเป็นเวลาที่พระพี่ชายผมไม่เคยกลับมาก่อนเย็นเป็นอันขาด

เสียงฝีเท้าค่อยๆ ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ มาหยุดอยู่ที่หน้าบันได พอดีกับเสียงเรียกแหบๆ ของพระพี่ชายผม “อ้ายหนาน! อยู่กุฏิเปล่า” ผมตกใจจนควยที่เสียบอยู่ในหีเธอเริ่มหดตัว ชั่วขณะนั้นสมองผมแล่นปรู๊ดเดียว เธอก็กวาดตามองซ้ายมองขวาไปทั่ว แล้วรีบดึงผ้าถุงขึ้นมาห่อตัว ปัดผมเปียกๆ ออกจากหน้า แล้วหมอบคลานไปหลังตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ท่ามกลางเงามืดที่แสงแดดสาดส่องไม่ถึง

“อยู่ครับพี่!” ผมตอบเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามดึงกางเกงขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนเอ็นร้อยหวายแทบจะขาด มือถัดมาก็หยิบย่ามหนังเก่าๆ ที่มีคัมภีร์ใบลานยัดไว้มาคลุมตักไว้ แล้วจัดแจงปัดแก้วเหล้าให้หลุดจากมือไปซุกใต้ฟูก ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อกลบกลิ่นส่าเหล้าปนกลิ่นหีชื้นๆ ของเธอที่ยังฟุ้งอยู่ในอากาศ

บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดอยู่สองสามที ก่อนประตูกุฏิจะเปิดออก พระพี่ชายยืนจังก้าอยู่หน้าประตู ท่านใส่จีวรสีหม่น ท่าทางเร่งรีบ ผมเห็นสายตาท่านกวาดมองไปที่พื้นห้อง เห็นความผิดปกติทันทีที่ฟูกยับเอาเรื่องและหมอนที่กระเด็นไปคนละด้าน “เอ้า! นั่งอ่านหนังสือกลางวันแสกๆ เอะอะอะไรกับฟูกนักหนา” ท่านพูดพลางขมวดคิ้ว ผมยิ้มแหยๆ ไม่รู้จะแก้ตัวยังไง

“พี่เอากล้วยตานีมาฝาก วัดบ้านนอกมีแต่ของป่า เดี๋ยวไปเคาะเอาพริกกับเกลือจากครัวมาแกล้ม” พระพี่ชายเดินเข้ามาหย่อนกล้วยตานีสองหวีลงบนโต๊ะไม้ใกล้ตัวผม แล้วก็หยุดนิ่ง มือท่านแตะขอบโต๊ะก่อนเงยหน้าขึ้นสูดกลิ่นหึ่งๆ “เหล้าเปล่าเนี่ย?” ผมได้แต่นั่งตัวแข็ง กลัวว่าท่านจะเหลือบไปเห็นผ้าถุงสีชมพูที่มันหล่นอยู่ข้างฟูก

“อ้าว! แล้วนี่อะไร” ท่านก้มลงหยิบผ้าถุงสีชมพูขึ้นมาโดยไม่ทันถาม ผมแทบช็อก เหงื่อแตกพลั่กแต่ยังกัดฟันนิ่ง รอให้ท่านปริปากต่อ “ผ้าถุงนี่พี่ไม่เคยเห็นนี่นา เก็บไว้ทำไม” ท่านถือขึ้นมาส่องกับแสงแดดแล้วดมดูเบาๆ ผมเห็นแววตามีเลศนัยบางอย่างแวบขึ้นมา ก่อนท่านจะส่ายหน้า “เอาเถิด เรื่องผู้ใหญ่ไม่ต้องเล่าให้ละเอียด พี่เข้าใจ”

พระพี่ชายหัวเราะก๊ากๆ แล้วหันหลังเดินไปที่ประตู แต่พอถึงขอบบันไดก็หยุด ก่อนจะย้อนกลับมาพูดเสียงเบาลง “น้องเอ๋ย พี่เคยเป็นหนุ่มเหมือนกัน แต่จำไว้อย่าปล่อยให้เสียงมันดังเกินงาม เพราะคนงานนาหน้าวัดเขามีหูดีกว่าคนตาบอดอีก พระท่านได้ยินแล้วมองหน้ากันไม่ติด” พูดจบท่านก็เดินลงบันไดไปจริงๆ กึกๆ กึกๆ เสียงฝีเท้าเบาลงเรื่อยๆ จนเงียบไป ค่อยโล่งอกหายใจได้เต็มปอด

ผมรอฟังอยู่สักพักจนแน่ใจว่าท่านไปไกลแล้ว แล้วหันไปทางหลังตู้เสื้อผ้า “ออกมาได้แล้ว” เสียงผมยังสั่นไม่หาย เธอคลานออกมาท่ามกลางฝุ่นละออง ผมเผ้ายุ่งยุ่ง ตาสุกวาวเหมือนแมวป่า หายใจหอบถี่ทั้งที่ไม่ทันได้วิ่งไหนไกล มองตาผมแล้วน้ำลายก็กลืนไม่ลง

“เกือบโดนแล้วมึง” ผมว่าเสียงแผ่ว พร้อมเอามือกุมหน้าอกที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่เธอกลับแค่นยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ แล้วก้าวเข้ามาใกล้ๆ จนได้กลิ่นไอร้อนจากผิวหนังเธอ “อีตาหนุ่มใจเสือ… พี่เขารู้แล้วล่ะ เห็นในสายตาพี่มันมีเงายิ้ม แต่ทำเป็นไม่รู้” เธอกระซิบ แล้วมือเล็กก็ล้วงต่ำลงไปจับควยผมที่เพิ่งจะอ่อนตัวได้แป๊บเดียว ถูไปมาเบาๆ จนเลือดลงไปเลี้ยงทันควัน ผมรู้สึกเสียวแปลบๆ จากปลายครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนไฟลามทุ่ง

“เอาไอ้ตอนที่ยังค้างอยู่นั้นมาทำต่อไหมล่ะ” เธอบ้าพลังจริงๆ หลังเฉียดตายยังเงี่ยนได้ ผมเองก็ไม่ยอมแพ้หรอก ร่างคันๆ อยากเสียบจนแทบบ้า เธอยกขาขึ้นพาดบ่าผม แล้วกระซิบข้างหู “อย่าดังมากนะ ยายเฒ่าข้างวัดเขาหูผึ่ง” แต่ยิ่งห้ามก็ยิ่งเสียว ผมดันเธอลงบนฟูก แล้วจัดการสอดควยเข้าไปในหีที่ยังชุ่มและอุ่นได้ที่ เธอกัดฟันแน่นก่อนจะปล่อยเสียงหายใจครางในลำคอ

คราวนี้ผมค่อยๆ เสียบช้าลง ช้าแบบทรมาน เสียบเข้าไปจนสุดเดือย แล้วค้างไว้สักพักให้รู้สึกถึงผนังหีเธอบีบรัดเป็นจังหวะ เธอเกาหลังผมด้วยเล็บมือจนเป็นรางแดง “เอาให้ตายเลยไอ้หนุ่ม… เย็ดหีฉันให้ขาดออกเป็นสองซีกเลย” เสียงเธอแหบพร่าราวกับขอร้องทั้งที่สั่ง สะโพกผมเริ่มขยับเร็วขึ้น จนฟูกเก่าร้องแอ๊วๆ ตามจังหวะอีกครั้ง เสียงเตือนของพระพี่ชายผมดังก้องในหัว แต่ยิ่งห้ามก็ยิ่งมัน ยิ่งเสียวก็ยิ่งต้องเร็ว

“ไม่ไหวแล้วจะแตก” ผมกระซิบหน้าแดงก่ำ เธอคว้าหมอนมาอุดปากตัวเองเพื่อกลบเสียงคราง ผมกระแทกสุดแรงจนหีเธอรับน้ำหนักไม่ไหว ร่างเล็กๆ สั่นเทาไปทั้งตัว แล้วผมก็ปลดปล่อยให้หมดเปลือกในหีเธอ เสียวซ่านไปถึงปลายผมจนขนลุกทุกเส้น เราทั้งคู่นอนหายใจหอบบนฟูกที่แทบจะพัง เหงื่อท่วมตัว และกลิ่นสวาทอบไปทั้งกุฏิ

ผมแหงนหน้ามองเพดานไม้ที่ผุกร่อน ใจยังเต้นรัวไม่หาย มือหนึ่งยังกอดสะโพกเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย อยากจะหลับพักสักแป๊บ แต่ยังไม่ทันได้หลับตา เสียงเคาะประตูสามครั้งก็ดังขึ้น ก้องอยู่ในความเงียบของบ่ายแก่ๆ พร้อมเสียงกระซิบที่แทบไม่ได้ยินแต่ชัดเจนถึงก้าง “น้องหนาน… เปิดประตูให้พี่หน่อย พี่ลืมพระเครื่องไว้บนหัวเตียง”

เสียงเคาะนั้นราวกับฟ้าผ่าลงกลางกุฏิ ผมกับเธอชะงักพร้อมกัน เธอกอดผ้าห่มแน่นจ้องหน้าผมตาโตเหมือนกวางติดไฟ ผมยกมือขึ้นห้ามแล้วกระซิบ “นิ่งไว้” แต่หัวใจผมมันกระแทกแรงจนได้ยินเอง

“น้องหนาน! พี่จะไปตลาด เอาพระเครื่องบนหัวเตียงให้พี่หน่อย” เสียงพระพี่ชายดังลอดแผ่นไม้ออกมาเร่ง ๆ ผมลุกจากฟูก มือสั่นหยิบกางเกงในมาสวม – มันชื้นและเปื้อน กลิ่นสวาทอบอวลไปทั้งห้องจนแทบจะมองเห็นเป็นควัน

เธอกลิ้งลงจากเตียง หมอบไปหลังม่านสีซีดที่กั้นมุมกุฏิ ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ เอามือปาดเหงื่อที่หน้าผาก แล้วไขประตูไม้ บานประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังจนน่าตกใจ

พระพี่ชายในจีวรเหลืองหม่นยืนอยู่หน้ากุฏิ ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนผิวน้ำในบ่อ ท่านเดินเข้าตรงไปที่หัวเตียง คว้าพระเครื่องที่วางอยู่ข้างหมอนโดยไม่แม้แต่จะหันมามองผม

ผมนั่งยอง ๆ อยู่ข้างประตู มือไม้ไม่รู้จะวางไหน พี่ชายหันมามองฟูกที่ยับเยิน เห็นคราบเปียกจาง ๆ บนผ้าปูนอน แล้วสายตาท่านก็เลื่อนไปทางม่านสีซีดปลายกุฏิ

“น้อง… เมื่อกี้พี่ได้ยินเสียงอะไรแอ๊ว ๆ อยู่ทั้งบ่าย” เสียงพี่ชายเรียบ ๆ แต่ทุ้มลึก ผมอ้าปากจะพูดแต่ไม่มีเสียงออกมา ม่านตรงนั้นขยับเล็กน้อยจนเห็นได้ชัด พี่ชายถอนหายใจยาวจนสุดทรวง

“พี่บวชมาสิบปี รู้หมดว่าความเงียบของวัดไม่ได้แปลว่าสงบ” ท่านวางพระเครื่องลงบนฝ่ามือ หันไปทางม่านแล้วพูดด้วยเสียงหนักแน่น “ออกมาเถอะเจ้า… เดี๋ยวจะหายใจไม่ออกอยู่ข้างในนั้น”

เธอเดินออกมาจากหลังม่าน หน้าแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่ง ผ้าถุงใส่กลับด้าน มือไม้สั่นระริก แล้วคุกเข่าลงกลางกุฏิ พนมมือไหว้พระพี่ชาย “หลวงพี่… หนูผิด” เสียงเธอสั่นระริกจนแทบจะฟังไม่เป็นคำ

พี่ชายส่ายหน้าช้า ๆ ใบหน้านิ่งเฉยเหมือนพระป่า “ผิดไม่ผิด ไม่ได้อยู่ที่พี่ แต่อยู่ที่ใจเจ้า” ท่านหันมามองผมอีกครั้ง “น้องหนาน… ถ้าเงี่ยนนัก อยากเสียวนัก ก็ไปหาที่อื่น อย่ามาใช้กุฏิและผ้าเหลืองเป็นที่บังหน้าบาปของตัวเอง”

เธอหลั่งน้ำตาออกมาเป็นทาง ผมก้มหน้านิ่ง ไม่มีคำพูดใดจะเอ่ยออกมา ความเสียวซ่านเมื่อครู่กลายเป็นความขมในลำคอ ควยที่เคยแข็งทื่อตอนนี้หดหายไปกับความละอายที่ท่วมท้นใจ

พี่ชายเดินไปที่ประตู ง้างมือจะเปิด แล้วชะงัก ก่อนหันมาพูดทิ้งท้ายเสียงเรียบ “เก็บกวาดให้เรียบร้อย แล้วพาเจ้าเธอกลับบ้านไปหาเจ้าสามีของเขา… เย็ดกันมาแล้วก็อย่าทำเป็นไม่รู้จักกัน เดี๋ยวมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปกว่านี้”

กุฏิเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงผมกับเธอ เธอเช็ดน้ำตาด้วยหลังมือ แต่งตัวช้า ๆ ทีละชิ้นอย่างหมดเรี่ยวแรง แล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมาอีกเลย ผมได้แต่ยืนมองแผ่นหลังเธอลับฝาไม้ไปจนสุดลูกตา

เย็นวันนั้นผมนั่งอยู่หน้าอุโบสถเพียงลำพัง พระพี่ชายเดินผ่านมา นั่งลงข้าง ๆ โดยไม่พูดอะไร สักพักหนึ่งผมเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่ว “พี่ไม่โกรธผมหรือ” ท่านตอบเพียงสั้น ๆ โดยไม่มองหน้า “พี่ก็เคยเป็นฆราวาสมาก่อน… แต่อย่าลืมว่านางเขามีสามีแล้ว และวัดก็ไม่ใช่ที่ระบายความใคร่ของใคร ถ้าพี่ไม่เดินมาเคาะประตูวันนี้ เรื่องมันจะจบแค่ฟูกพังหรือเปล่า หรือมันจะจบที่คนเสียใจไปตลอดชีวิต”

ตั้งแต่วันนั้นผมไม่เคยกลับไปวัดนั้นอีกเลย ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงลั่นเอี๊ยด ๆ ของฟูกเก่าหรือบานประตูไม้ ผมจะนึกถึงบ่ายวันนั้นเสมอ บางคนอาจคิดว่าความเสียวคือความสนุก แต่ผมเรียนรู้แล้วว่ารสชาติของความผิดมันขมจนจำไม่หาย และเสียงเคาะประตูสามครั้งนั้น ยังคงก้องอยู่ในหูผมทุกคืนจนถึงทุกวันนี้ ผมหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ใครหลายคนคิดให้ดีก่อนจะปล่อยให้ความใคร่นำพาไปทำอะไรที่เกินเลย เพราะบางครั้งสิ่งที่เราเรียกกันว่าความเสียว… มันอาจแลกมาด้วยสิ่งที่แพงเกินกว่าจะจ่ายไหว

ผ่านไปเกือบสองเดือน ผมยังนอนไม่หลับ ทุกคืนได้ยินเสียงเคาะประตูสามครั้งก้องอยู่ในหัว หลับตาลงทีไรก็เห็นหน้าเธอตอนน้ำตาเล็ด เธอไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนเล่าให้ฟังว่าสามีเธอรู้เข้าเพราะไปเห็นรอยบนฟูก ถึงขั้นพาเธอไปถามที่วัดใหญ่ ผมนั่งฟังอยู่ห่าง ๆ ตัวเย็นไปหมด ช่วงนั้นแทบไม่กล้าสบตาใคร กินไม่ได้นอนไม่หลับ คืนไหนที่เผลอคิดถึงร่างกายเธอ ใจหนึ่งก็เงี่ยนจนควยแข็งตึง อีกใจก็เหมือนถูกมีดปักกลางอก ความใคร่ที่ฉุดให้ผมเข้าไปในกุฏิวันนั้น กับเสียงคนทั้งวัดที่รู้ข่าวว่าผมเย็ดเมียชาวบ้าน… มันกลายเป็นตราบาปที่กัดกินทุกคืน

ต่อมาไม่นาน ผมตัดสินใจย้ายออกจากวัดไปอยู่ที่อื่น หญิงสาวคนนั้นไม่รู้จักอีกเลย มีคนบอกว่าเธอเก็บข้าวของกลับบ้านพ่อแม่ไป สามีขอหย่า ได้ยินแล้วยิ่งรู้สึกผิดหนักขึ้น เพราะสิ่งที่บัดซบที่สุดคือผมยังจำสัมผัสวันนั้นได้ ทั้งกลิ่นตัวเธอในบ่ายเดือนเมษา เสียงหายใจหอบข้างหู หรือความเปียกชื้นของหีเธอตอนที่แทรกควยเข้าไปครั้งแรก มันหลอกหลอนผมจนถึงทุกวันนี้ ผมไม่เคยคิดจะไปขอขมาเธอด้วยซ้ำ กลัวว่าการไปหานางจะยิ่งทำให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้

ตอนนี้ผมใช้ชีวิตอยู่กับการสำนึกผิดแบบเงียบ ๆ ทั้งที่มันไม่มีวันจบสิ้น ไม่กล้าแม้แต่เข้าวัดเวลามีงานบุญใหญ่ เพราะรู้สึกเหมือนรูปพระหลวงตาจ้องหน้ากล่าวหา สิ่งเดียวที่ทำได้คือจดจำไว้ว่าคำว่า ‘เสียว’ หากเกิดขึ้นในที่ที่ผิดและกับคนที่ผิด มันจะไม่เคยทิ้งร่องรอยของความขมขื่นให้ลืมลงได้จริง ๆ อุทาหรณ์จากคนที่ปล่อยให้ความเงี่ยนใต้สะดือบังตาทำสิ่งที่โง่เขลาที่สุดในชีวิต และยังต้องจ่ายค่าของความผิดนั้นอยู่จนถึงลมหายใจสุดท้าย

ติดตามอ่านเรื่องเสียวได้ทุกวันได้ที่เรื่องเสียวๆ ยอดฮิตจาก SAWSTORY.COM