เรื่องเสียว รถไฟขบวนสุดท้ายที่หายไป
ฉันยืนอยู่บนชานชาลาสถานีรถไฟบ้านท่า รองเท้าแตะฟองน้ำสีชมพูที่เริ่มขาดยุ่ยแตะพื้นปูนที่แตกระแหง กระเป๋าผ้าใบใหญ่ที่ย่าถักไว้ใบนั้นมีเสื้อผ้าสามสี่ชุดกับข้าวเหนียวห่อใบตองที่แม่ยัดใส่มาให้ก่อนออกจากบ้าน ฝนปรอยๆ ตกตลอดทางตั้งแต่เช้า แม่บอกว่า “ไปเถิดลูก ไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ชาติหน้าก็ได้กลับมา” แต่ฉันไม่คิดว่าชาติหน้าจะมาเร็วนัก เสียงนกหวีดรถไฟดังลอดมาแต่ไกล ฟ้าสีเทาจางๆ ทำให้ทุกอย่างดูขุ่นมัวเหมือนชีวิตฉันตอนนี้
ผู้คนบนชานชาลาเริ่มขยับตัว ชาวบ้านที่มารอรับญาติกับคนที่จะเดินทางเหมือนฉันปะปนกันไป มีหญิงแก่คนหนึ่งนั่งขายกล้วยแขกอยู่ข้างบันไดทางขึ้น ลูกสาวเธอเด็กสาวอายุสิบสามหรือสิบสี่นั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ แม่ ฉันเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน แต่เดี๋ยวนี้ฉันยี่สิบห้าแล้ว ยังไม่มีอะไรดีขึ้นเลย
คุณป้าข้างบ้านบอกว่า “ไปกรุงเทพฯ เดี๋ยวก็รวย เพราะผู้หญิงอย่างเรามันเกิดมาให้ผู้ชายเลี้ยง” แต่ฉันไม่รู้จะเชื่อดีหรือเปล่า เพราะคุณป้าเองก็มีผัวเป็นช่างตัดผมในอำเภอ แถมยังต้องออกมารับจ้างนวดแผนโบราณตลอด ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น
หัวรถจักรค่อยๆ แล่นเข้ามาจนเต็มชานชาลา ควันดำพวยพุ่งจากปล่อง กลิ่นน้ำมันและถ่านหินคละคลุ้งไปทั่ว ลมร้อนจากเครื่องยนต์ปะทะหน้าฉันแรงพอให้ผมที่มัดไว้หลุดร่วงลงมาเป็นเส้นๆ ฉันรีบเก็บผมเข้าที่ ก่อนจะหิ้วกระเป๋าขึ้นไปเกาะขอบประตูรถม้าโดยสารชั้นสาม
ภายในห้องโดยสารมีกลิ่นอับของคนและของเปียกฝน พัดลมเพดานสองสามตัวหมุนเอื่อยๆ ไม่ช่วยอะไร ที่นั่งไม้กระดานเรียงเป็นแถวยาว ตรงกลางมีช่องให้วางขา ฉันเลือกนั่งติดหน้าต่างเพื่อจะได้มองหมู่บ้านตัวเองครั้งสุดท้าย
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งตรงข้ามผม เขาผอมเกร็ง เสื้อยืดคอกลมสีดำเก่าๆ กางเกงขายาวสีกากี เขาจ้องฉันผ่านแว่นตากรอบลวดหนา แล้วหลบตาเมื่อฉันสบตากลับ มีถุงพลาสติกอยู่ที่ตักของเขาสองสามใบ ดูเหมือนเป็นของฝาก
อีกสองสามนาทีทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป หมู่บ้านนี้จะเหลือแค่ความทรงจำสำหรับฉัน เสียงหวูดรถไฟดังซ้ำ ตามด้วยแรงกระตุกแผ่วเบา รถไฟเริ่มเคลื่อนตัว ขบวนนี้จะผ่านหลายจังหวัดกว่าจะถึงหัวลำโพง ฉันยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง
ตอนรถไฟออกจากสถานีได้สักสิบนาที หญิงสาวที่นั่งถัดจากฉันก็หันมาคุยด้วย เธอชื่อจำปี อายุยี่สิบเจ็ด กำลังจะกลับไปอยู่กรุงเทพฯ หลังจากมาทำศพพ่อ เธอบอกว่าเธอทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารย่านบางรัก เสียงเธอแหบเล็กน้อย “น้องลองไปทำงานกับพี่ไหม ร้านพี่เค้ากำลังหาคน” ฉันขอบคุณเธอแล้วบอกว่าจะคิดดูก่อน
เราคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ตั้งแต่ตำรับยำมะม่วงของแม่จำปี จนถึงเรื่องผีที่วัดบ้านท่า เธอบอกว่ารู้จักยายแก้วหมอผีด้วย ฉันหัวเราะเบาๆ “คนที่หมู่บ้านรู้จักกันหมดนั่นแหละ”
ผ่านไปชั่วโมงกว่า รถไฟจอดที่สถานีวังน้อย ผู้คนขึ้นลงบ้าง ฉันหันไปมองหน้าต่าง เห็นท้องนากว้างใหญ่ที่เริ่มมีน้ำขังเพราะฤดูฝน ความเงียบสงบจากข้างนอกทำให้ฉันรู้สึกเหงาลึกๆ
จำปีหยิบข้าวต้มมัดที่ห่อใบตองออกมาแบ่งให้ฉัน “กินก่อนน้อง อีกตั้งหลายชั่วโมง” ฉันรับมาด้วยความซาบซึ้ง ข้าวต้มร้อนๆ หอมกะทิและเกลือ ปลอบประโลมความกังวลในใจได้เล็กน้อย
“น้องเคยมีแฟนไหม?” จู่ๆ จำปีก็ถามขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ ฉันสะดุดนิดหน่อย เพราะไม่คิดว่าเธอจะถามเรื่องนี้ “เคย…แต่เลิกกันแล้ว”
จำปีพยักหน้า “พี่ก็เหมือนกัน แฟนเก่าพี่มันทิ้งพี่ไปอยู่กับคนอื่น พี่ก็ช่างมัน เราต้องรักตัวเองก่อน” เสียงเธอเรียบเฉยแต่แววตาคมกริบ ฉันรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ผ่านอะไรมาพอตัว
เรานั่งเงียบกันพักหนึ่งก่อนที่จำปีจะพูดต่อ “แต่ตอนนี้พี่คบกับคนใหม่แล้ว เป็นคนขับรถสิบล้อ ส่งข้าวสารขึ้นมาจากภาคกลาง เจอกันอาทิตย์ละครั้งก็พอกัน”
ฉันพยักหน้าแต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ
ฝนเริ่มตกหนักขึ้นอีกครั้ง ละอองน้ำปลิวเข้าหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้จนเปียกขอบ ฉันปิดหน้าต่างสนิท แล้วหันมาเห็นชายวัยกลางคนตรงข้ามยังคงนั่งก้มหน้าก้มตาอย่างเดิม มือสองข้างกอดถุงพลาสติกแน่นราวกับกลัวใครจะมาแย่ง
จำปีมองตามสายตาฉันแล้วกระซิบเบาๆ “คนบ้านเราแหละ ไปทำงานกรุงเทพฯ แล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน” ฉันพยักหน้า อาจจะเป็นแบบนั้นจริงๆ
รถไฟแล่นผ่านป่าไผ่แถวๆ จังหวัดสระบุรี ต้นไผ่สูงทอดตัวโค้งเหนือรางรถไฟให้ร่มเงาชุ่มชื้น เสียงเครื่องยนต์ดังอื้อยาว ฉันรู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว พยายามหาท่านั่งที่สบายขึ้นแต่ก็ไม่ได้เรื่อง
แล้วจู่ๆ รถไฟก็ชะลอความเร็วลงอย่างกระทันหัน ตัวรถสะเทือนแรงจนผู้โดยสารที่ยืนอยู่เซกันหมด ผู้หญิงคนหนึ่งร้องอุทาน กระเป๋าเดินทางของใครบางคนหล่นตุ้บ ชายหนุ่มที่นั่งใกล้ประตูลุกขึ้นยืนทันที ส่งเสียงถาม “เป็นอะไร!”
ฉันหันไปมองผ่านกระจกหน้าต่าง เห็นรางรถไฟเบื้องหน้ามีอะไรบางอย่างกีดขวางอยู่ ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
รถไฟจอดสนิท ชายหนุ่มที่นั่งใกล้ประตูลุกพรวดพราดเดินไปดูที่หน้าต่างบานเลื่อน เขาผลักกระจกขึ้น โผล่หัวออกไปมองแล้วหันกลับมาบอก “ต้นไผ่ล้มพาดรางยาวเป็นสิบเมตร” เสียงเขาทุบเพดานรถด้วยกำปั้น “ให้ตายเถอะ ไม่น่าเลย”
สองสามคนลุกขึ้นยืนคุยกันเซ็งแซ่ พนักงานรถไฟเดินผ่านโบกมือให้ทุกคนนั่งที่ “เดี๋ยวมีคนมาเคลียร์ครับ รอหน่อย” แต่เสียงบ่นยังไม่หยุด ฉันเหลือบไปมองชายคนนั้นเขากำลังนั่งลงอีกครั้งบนเบาะตรงข้าม สบตากันชั่วขณะเขายิ้มมุมปาก “เบื่อไหม?” เขาถาม
“ก็เบื่อ แต่ทำอะไรได้” ฉันตอบ บังเอิญว่ากระเป๋าฉันวางอยู่ข้างเขาเลยขยับเข้าไปใกล้ เขาช่วยยกให้ “นั่งตรงนี้ไหม ตรงข้ามคนเดียวไม่ว่างเหรอ” ฉันลังเลแวบนึงแล้วย้ายมานั่งข้างเขา เวลารถติดก็ต้องปรับตัว
เขาชื่อต้น เป็นวิศวกรที่เพิ่งกลับมาจากงานก่อสร้างที่หัวหิน เขาบอกว่าต้องขึ้นรถไฟทุกอาทิตย์กลับบ้านที่สระบุรี น้ำเสียงเขาทุบทุ้มคล้ายคนเคยชินการพูดมาก “แล้วคุณล่ะ กลับบ้านหรือเที่ยว?” ฉันบอกว่าไปเยี่ยมแม่ที่อำเภอแก่งคอย ท่าทางเขาสนใจ
“แถวบ้านผมเอง” เขาว่าแล้วยิ้มกว้าง “เดี๋ยวรถคงต้องรออีกนาน ถ้าอยากให้ถึงเร็ว ผมมีวิธี” ฉันขมวดคิ้ว “วิธีไหน?” เขาโน้มหน้ามาใกล้เสียงลดต่ำ “ลงรถแล้วเดินข้ามรางไปรออีกฝั่ง มีรถเมล์ผ่านบ่อย” ฉันมองตาคนพูด
ไม่รู้ว่าความคิดอะไรทำให้ฉันตกลง “เดี๋ยวกลับมารับกระเป๋าไหม?” เขาพยักหน้า “ผมจัดการเอง” แล้วเขาก็จับมือฉันช่วยลุกจากเบาะ พอเรายืนใกล้กันกลิ่นเหงื่อของเขาผสมครีมอาบน้ำหอมอ่อนๆ ลอยมาเติมเต็มช่องว่างเล็กๆ
เราลงจากขบวนทางประตูสุดท้ายตอนที่พนักงานกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ หญ้าหนาทึบจรดเข่า เขาจูงมือฉันเดินไปตามรางหลบกิ่งไผ่ที่ยังกีดขวาง บรรยากาศรอบข้างเงียบผิดปกติ เฉพาะเสียงจักจั่นกับลมที่พัดผ่าน
“เดี๋ยวเราจะไปทางไหน?” ฉันถาม เขาหันมายิ้ม “มีทางลัดข้างป่าไผ่ อีกหน่อยก็ถึงบ้านป้าเขา เผื่อได้นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปส่งถึงสถานีแก่งคอย” ฉันมองตามหลังเขา ไหล่กว้าง แขนที่ปล่อยชายเสื้อปลิวตามลม มีรอยสักริ้วๆ ใต้ปกเสื้อ
เดินลัดเลาะมาสักสิบนาที เขาหยุดตรงต้นไผ่ใหญ่ที่โค้งลงมาเป็นซุ้ม “พักหน่อยไหม อากาศร้อน” ฉันพยักหน้าเพราะเหงื่อทยอยซึมตามไรผม เขาปูเสื้อที่คล้องคอลงบนพื้นหญ้าให้ฉันนั่ง แล้วนั่งลงข้างๆ เงยหน้ามองท้องฟ้าผ่านช่องไผ่
“ตอนเด็กผมชอบมาที่นี่ เล่นกับเพื่อนปีนต้นไผ่” เขาพูดพลางหยิบขวดน้ำออกมาจากกระเป๋าเป้ ยื่นให้ฉันก่อน ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นนิดนึง แต่ยังร้อนอบอ้าว เขาถอดเสื้อเชิ้ตออกเหลือแต่เสื้อยืดสีขาวที่เปียกเหงื่อจนเห็นแนวอกหนา
สายตาของฉันมันหยุดนิ่งตรงแนวอกเขา เขาดูไม่ทันสังเกต แต่พอเขาเองหันมาสบตาเฉยๆ ปากก็ยิ้มบาง “มองอะไร?” ฉันส่ายหน้าพลางยิ้มแหย “เปล่า ห้องน้ำแถวนี้มีไหม” เขาหัวเราะ “ป่าไผ่ไม่มีห้องน้ำหรอก แต่สบายใจได้ เพราะคนแถวนี้ไม่ค่อยมา”
ฉันถอนหายใจผมเผ้ายุ่งกระจัดกระจาย ที่นี่ร้อนและเงียบจนได้ยินชัดทุกเสียง อากาศที่ไหลผ่านช่องเสื้อทำให้รู้สึกเปียกชื้นมากขึ้น เขาขยับตัวนั่งชิดเข้ามาช้าๆ จนไหล่เราชนกัน “เนื้อตัวคุณเปียกกริ๊บเลย” เสียงเขากระซิบ มืออุ่นค่อยๆ แตะที่ต้นแขนฉัน
ฉันหันหน้าไปมองเขา ระยะใกล้แค่นี้เห็นขนตายาว รูม่านตาขยาย มือของเขาค่อยๆ เลื่อนจากต้นแขนมาที่เอว กระชับเข้ามาให้ตัวแนบชิดมากขึ้น ลมหายใจร้อนกระทบข้างหู “ผมมองคุณตั้งแต่สถานีแรก” เขาว่าแล้วมือก็ปลดกระดุมขอบเสื้อฉัน
“อะไรกัน นี่ที่สาธารณะนะ” ฉันพึมพำแต่ไม่ขัดขืน เขาหัวเราะเบาๆ มือยังคงรูดซิปด้านหลังเสื้อให้หลุดออก ไหล่ของฉันเปลือยเปล่าโดนลมเย็นยะเยือก เส้นผมบางส่วนปลิวปิดหัวนมที่แข็งชี้ “สาธารณะนี่ไง ไม่มีคนหรอก”
เขาก้มลงจูบที่ไหล่ ต่ำลงไปถึงเนินอก ทิ้งรอยจูบเป็นทางน้ำลายอุ่น ฉันกัดริมฝีปาก ใบหน้าชา เสียวแปลวไปทั้งตัว มือเขาลอดเข้าใต้กระโปรงหนาลูบไล้ผิวนุ่มตามต้นขาด้านใน “นี่มัน…” เขาหยุดมองหน้า “คุณชื้นมากเลยนะ”
“อย่าพูด” ฉันห้ามแต่ความจริงคือทุกเซลล์มันตื่นตัวรับสัมผัสเขา นิ้วของเขาค่อยๆ งัดผ้ากางเกงในแล้วสอดลงไปในร่องสบๆ พอแตะถึงขอบหีก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะอ่อนแรง “เงียบนะ…” เขาพูดแล้วก็สอดนิ้วเข้าไป
“อื้ม…” ฉันร้องครางลอดไรฟัน กลั้นไว้สุดกำลัง เขาขยับนิ้วช้าๆ นวดวนเวียนจนเสียงน้ำดังฟอดๆ มืออีกข้างของเขาจับไหล่ฉันห้ามไม่ให้เอนหลัง “อย่าเพิ่งเสียวสิ แค่เริ่มเอง” เขาว่าเสียงแหบ
แล้วเขาก็ดึงนิ้วออก เปลี่ยนมาเป็นสองนิ้วสอดเข้าไปโยกเบาๆ ฉันจับไหล่เขาแน่น เล็บครูดผ่านเสื้อเนื้อบาง เขาก้มลงซุกใบหน้าระหว่างอกคลึงหากลิ่นตัวฉัน “ผมอยากทำให้คุณเปียกกว่านี้” เสียงต่ำลึก
เขาลุกขึ้นย่อตัวแล้วถอดกางเกงของตัวเองออก ควยที่ตั้งชันพุ่งออกมาหนักเป็นสง่า เลือดสูบฉีดจนมองเห็นเส้นชัด หัวบานชุ่มไปด้วยน้ำหล่อลื่น “ดูนี่สิ” เขาลูบตัวเองเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวกลับมาจูบปากฉันแรงๆ
แล้วเขาก็จับฉันนอนหงายลงบนเสื้อหนาๆ ที่ปูไว้ เขาคุกเข่าคร่อมตัวแบะขาฉันออกกว้าง ปลายควยแตะที่ปากหีฉันพอดิบพอดี “เข้าไปเลย” ฉันกระตุ้นพลางสะโพกกระดกหา เขาสอดเข้าไปในจังหวะที่เราแทบกลั้นหายใจ
“อื้ม—!” เสียงร้องดังเผลอเพราะมันเต็มตื้อ แน่นจนเสียวสะดุ้งทั้งตัว เขาค่อยๆ ดันลึกขึ้นเรื่อยๆ ไม่เร็วไม่ช้าปรกให้แนบสนิทจนขอบหัวถึงคอด นิ่งอยู่ในนั้นสักพักให้เราหายใจทัน
“เป็นไง” เขาถามหน้าตาเหงื่อแตกปลื้ม ใบหน้าแดงก่ำ ฉันตอบด้วยการรวบเขามาจูบอีกครั้ง ขยับสะโพกรับเขาเป็นจังหวะช้าๆ จนเขาครางออกมาดัง แล้วก็เริ่มเย็บเร็วขึ้นแรงขึ้น ลามกปนเปื้อนไปด้วยความเงี่ยนที่เราแบ่งกัน
เขากดตัวลงต่ำก่ายแขนทั้งสองข้างคร่อมศีรษะฉัน เสียบทะลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหัวเตียงหญ้าทรุด เสียงนกในป่าไผ่ตื่นบินหนีกระจาย แต่เราไม่หยุด “จะแตกแล้ว” เขาหอบ เสียงกระแทกดังอับๆ เร็วจนสั่น ฉันเสียวสุดตัวปล่อยจนตัวเกร็งแข็งไปทั้งร่าง
เขาคำรามต่ำๆ แล้วกระแทกหยุดค้างในตัวฉัน รู้สึกถึงเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ ร่วมกับน้ำที่ทะลักเข้ามาเต็มข้างใน โคลงตัวทรุดลงทับฉันทันที หายใจหอบรดไหล่ ใบหน้าซุกที่คอเป็นเวลานาน
หลังจากนั้นทั้งคู่นอนนิ่งกลางป่าไผ่ เสียงรถไฟห่างขึ้นเรื่อยๆ ผสมหนทางที่ยังอีกยาวไกล เขาลุกขึ้นก่อนยื่นมือมา “ไปต่อไหม” ฉันจับมือเขาลุกยืดตัว แล้วเราก็เดินต่อไปตามทางที่ไม่มีป้ายบอก แต่ใจฉันแน่นิ่งไปกับมือที่ยังประสานกัน
“นั่นไงสถานี” เขาชี้ไปข้างหน้า หลังต้นก้ามปูมีหลังคาสังกะสีโผล่ แสงตะเกียงสลัว ฉันเดินตามเขาไปจนถึงชานชาลาที่มีม้านั่งไม้ตัวเดียว “รถไฟเที่ยวสุดท้ายผ่านไปแล้ว” เสียงพนักงานดังมาจากห้องจำหน่ายตั๋ว เขาหันมามองฉัน ตาคู่นั้นเหมือนกำลังถามอีกครั้ง
“ค้างคืนที่นี่ก่อน” เขาพูดแล้วเดินไปคุยกับพนักงาน ฉันนั่งลงบนม้านั่ง กลิ่นไอของเรายังติดตามตัว ความชื้นจากป่าไผ่ซึมเข้าเสื้อผ้า รู้สึกถึงน้ำของเขาที่ยังไหลซึมออกมาตามขา
เขากลับมาพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็กกับน้ำขวดหนึ่ง “พนักงานให้ยืม ล้างตัวก่อน” ฉันรับมาเดินไปด้านหลังสถานีที่มีก๊อกน้ำ เปิดน้ำเย็นจัดราดตัว ล้างคราบเหงื่อและคราบความใคร่ออกจากซอกขา น้ำเย็นเฉียบปลุกสติให้ตื่น แต่แผลในใจยังไม่หาย เจ็บจี๊ดทุกครั้งที่คิดถึงแฟนที่กิ่ง
กลับไปที่ม้านั่ง เขานั่งพิงเสา หลับตาครึ่งเดียว “นอนพักไหม เหนื่อยแล้ว” ฉันนั่งลงข้างๆ เอนหัวพิงไหล่เขา กลิ่นตัวผสมกลิ่นป่าไผ่ยังแรง สมองเริ่มเคลียร์ ความเงียบยาวนานมีแต่เสียงจิ้งหรีด
“ผมไม่ได้มาหากิ้ง” เขาพูดขึ้นเบาๆ “แค่เบื่อ อยากหนีไปที่ไหนสักที่” ฉันเงยหน้ามองเขา เขาเปิดตาก้มมอง “แล้วคุณล่ะ” ฉันไม่ตอบ มือเลื่อนไปจับต้นขาเขา ความต้องการยังไม่จาง แค่ซ่อนอยู่ใต้ความรู้สึกผิด
เขาจับมือฉันขึ้นมาวางแนบอก “ถ้าอยากทำต่อ คืนนี้เรายังมีเวลา” เสียงแหบ ฉันพยักหน้า เงียบๆ เขาจูงฉันเดินเข้าไปในห้องพนักงานที่ว่างเปล่า มีเพียงฟูกเก่าๆ กับหมอนอิงใบเดียว
เขาปิดประตู กลอนไม้สไลด์ลง เสียงดังแกรก ฉันหันหลังให้เขา เข้าใจในที มือเขาคว้าขอบเอวฉันดึงกางเกงกับกางเกงในลงไปทั้งสองตัว เนื้อก้นเปลือยสัมผัสอากาศเย็น เขาซุกใบหน้าลงไปที่ซอกระหว่างขา ลิ้นร้อนเลียจากด้านหลังเข้าไปถึงหีที่ชื้นแฉะ
ฉันทรุดตัวลงกับฟูก เขาคว่ำลงกับพื้น ควยแข็งชี้ขึ้นมา ฉันประกบปากลงไปดูดปลาย ควยใหญ่เกือบเต็มปาก ได้กลิ่นของตัวเองปนกับของเขา หมุนลิ้นรอบหัว รับรู้ถึงเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ
เขาพลิกตัวให้ฉันนอนหงาย ถ่างขากว้าง ควยเสียบเข้ามาทีเดียว ฉันครางลั่นห้อง ความเจ็บและเสียววิ่งจากหีขึ้นมาสมอง “เงี่ยนอีกแล้วนะ” เขากระซิบ แล้วกระแทกหนักๆ เร็วๆ ฉันเกาะไหล่เขา ผิวหนังกระแทกกันดังเปาะๆ
เขาดึงออกแล้วพลิกฉันให้คว่ำ ยกก้นขึ้นสูง สอดควยเข้าทางด้านหลัง หีร้องลั่นเมื่อถูกเสียบเข้าไปลึก จนถึงโคน ฉันกัดหมอนไว้ เสียงกระแทกดังอับๆ ฟูกยุบตัวตามจังหวะ เขากระแทกซ้ำจนฉันปล่อยน้ำรดมือที่กุมพื้น
“จะแตกอีกแล้ว” เขาคำราม ตบก้นฉันดังเปาะ ฉันหันไปเห็นหน้าเขาแดงก่ำ เหงื่อหยดลงมาที่หลัง “แตกใส่เลย” ฉันร้องขอ เขากระแทกแรงขึ้นจนหัวฟูกกระแทกกำแพง แล้วกระชากตัวหยุดค้าง รู้สึกถึงน้ำร้อนพุ่งเข้าใส่ข้างใน
ฉันทรุดตัวลงกับฟูก เขาล้มตัวลงนอนข้างๆ หอบหนัก ห้องเงียบอีกครั้ง มีเพียงลมหายใจ เสียงนกกลางคืนดังแว่วมา ไกลออกไปมีเสียงรถจักรไอน้ำผิวปากคล้ายฝัน
“รถไฟขบวนแรกตีสี่” เขาพูด ฉันไม่ตอบ จับมือเขามาวางที่ท้องน้อย “จะไปไหนก็ไป” ฉันเริ่มลุกมาเก็บเสื้อผ้า เขานั่งมอง
เขาสวมกางเกงแล้วเดินออกไปที่ชานชาลา ฉันตามไป เห็นเขายืนมองทางรถไฟที่เลือนหายในความมืด “ผมอาจไม่กลับมา” เขาหันมามอง “แล้วเธอล่ะ”
“ฉันคงต้องกลับ” คำพูดหลุดออกมาเอง เขาพยักหน้าไม่พูดอะไร
รถไฟมาแต่เช้ามืด ฉันขึ้นขบวนมุ่งหน้ากรุงเทพฯ เขายืนโบกมือที่ชานชาลา ภาพเลือนหายไปตามควันรถจักร ความรู้สึกยังค้างอยู่ในกาย ความทรงจำคืนนั้นที่ป่าไผ่และสถานีรถไฟที่ไม่มีป้ายชื่อ ฉันซุกหน้ากับพนักพิง หลับตาลง ปล่อยให้รถไฟพาไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับ
ติดตามอ่านเรื่องเสียวได้ทุกวันได้ที่เรื่องเสียวๆ ยอดฮิตจาก SAWSTORY.COM








